วันอาทิตย์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2551

ความทรงจำที่ยังไม่สูญหาย

บ่ายแก่ๆ ดิฉันก็เล็งอยู่นานกว่าจะหักพวงมาลัยพารถเข้าไปในลานจอดรถคณะ รัฐศาสตร์ ชะรอยเหมือนแมวได้กลิ่นวิญญาณปลาทู พี่ยามก็ส่าย (พุง) อาดๆ เข้ามา ถามว่ามาทำอะไร สีหน้าใกล้เคียงตัวประกอบจากหนังเรื่อง 2499 อันธพาลกวนเมือง ตอนแรกวิญญาณนิสิต (ชอบแอบขโมยจอดรถ) ของดิฉันก็ทำท่าจะกลับมาสิง แต่พอนึกได้ว่า เราจบมาแล้วตั้ง 10 ปี ก็เลยทำท่ามั่นใจ (หรือภาษาวัยรุ่นเรียกว่า เซลฟ์) ด้วยการยื่นหนังสือเชิญฟังสัมมนาให้พี่ยามไป ซึ่งแม้ว่าพี่ยามจะให้ความร่วมมือด้วยดี แต่ก็ยังจดป้ายทะเบียนด้วยท่าทีไม่ไว้ใจ และ ณ วินาที นั้น ดิฉันก็ตระหนักว่า วันแย่ๆ วันนี้ ของชีวิตข้าราชการอย่างดิฉันทียังไม่มีทีท่าที่จะจบง่ายๆ เมื่อเช้า มาก็มีงานด่วน ด่วนมาก และด่วนที่สุด ด่วนยิ่งกว่าด่วนที่สุด ก็ถาถมเข้า มา ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องเสร็จ ก่อนที่ดิฉันจะบินไปประชุมที่องค์การอาหารโลก (FAO) ที่อิตาลี ทำให้ดิฉันต้องเสียเวลากินข้าวกลางวันไปโดยปริยาย แถมสองชั่วโมงต่อมา ดิฉันก็เดินหลงทางอยู่นาน ในลานจอดรถใหญ่โตของ siam paragon พร้อมกับหอบถุงใบโต ใส่น้ำพริก เครื่องแกง และขนมที่ซื้อฝากสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโรม เลยเสียค่าจอดรถไปเกินกว่าที่ควรจะเป็น และทำให้ไปร่วมสัมมนาสาย และด้วยความอยู่ไม่สุข ดิฉันก็อดตั้งคำถามกับท่านอาจารย์ที่เป็นวิทยากรไม่ได้ และด้วยว่าเป็นวันพระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรก ดิฉันก็เลยโดนอาจารย์เล็คเช่อร์ให้ฟัง โทษฐานที่ถาม (เหมือนจะ) กวนประสาท.... ถือเป็นการระลึกอดีต แบบดวงตกจริงๆ ดิฉันถอนใจ ก่อนจะยกกาแฟขึ้นจิบ แม้จะแพ้กาแฟ แต่ด้วยวันอันแสนวุ่นวายนี้ มีคาเฟอีนในร่างกายบ้าง คงจะดีกว่าไม่มี และแล้วโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น ท่านผู้อำนวยการ ผู้อารมณ์ดีตลอดกาลของดิฉัน ก็ทักมาว่า “นี่ ตกเครื่องบินหรือเปล่าจ้ะ?” เอ๊ะ ท่าน ผอ ผู้ชอบอำของดิฉันนี่เอาอีกแล้ว “ไม่ตกค่ะ มั่นใจ ผอ อย่าอำเลยค่ะ” ผอ ถามต่อด้วยเสียงไม่ล้อเล่น “เอาให้แน่นะ” เอ๊ะ ! อะไรกัน ดิฉันเลยควักตั๋ว e-ticket ของการบินไทยมาดู.... .... แล้วห้องก็หมุน.......ดิฉันทรุดตัวลงนั่งยองๆ ข้างถ้วยกาแฟครึ่งแก้ว...... “ว๊าย ผอ คะ หนูควรจะบินไปโรม ตั้งแต่เมื่อคืนแล้วค่ะ“ ผอ หัวเราะร่า “โถ กลับเข้ามาเร็ว เดี๋ยวจะออกตั๋วให้ใหม่นะ มิน่า สถานทูตที่โรมเขาโทรมาถามว่า ทำไมไม่เห็นโผล่ไป” ดิฉันคงไม่ต้องบอกว่า แม้กระทั่งท่านรองอธิบดีที่ปกติเป็นผู้สงบเยือกเย็นในอารมณ์ ยังอดทำหน้าตกใจกึ่งสยองไม่ได้ ที่กลับจากประชุมค่อนวันของท่านแล้ว ยังเห็นดิฉันเดินอยู่ในที่ทำงาน ส่วนพี่เจ้าหน้าที่คลังผู้น่ารักก็ยิ้มนิดๆ และให้ศีลให้พรอย่างน่ารักว่า “ถ้าหนนี้ไม่ได้ไปอีก ไม่ต้องโผล่มาแล้วนะคะ” (ซึ่งก็น่าอยู่หรอกกว่าจะได้เที่ยวบินที่ดิฉันเพิ่งตกไปนี่ ก็วุ่นวายเสียเวลาไปมากโข) ส่วนเมื่อกลับถึงบ้าน ครอบครัวดิฉันก็หัวเราะชอบใจกันใหญ่ (ประหนึ่งซ้ำเติม) เพราะในบรรดาสมาชิกของบ้าน ดิฉันมีชั่วโมงบินมากที่สุด ทั้งสมัยเรียนหนังสือ และตั้งแต่ทำงานมา ภายในและภายนอกประเทศ แต่ดันมาตกม้าตายกับแค่อ่านเที่ยวบินเวลา 00.32 ชม วันพฤหัสบดี แล้วเข้าใจผิดว่าหมายถึงต้องไปถึงสุวรรณภูมิ คืนวันพฤหัสบดี ทั้งที่ความจริงคือต้องไปนั่งรออยู่ตั้งแต่คืนวันพุธต่างหาก ยังดีก็แต่บินไปคนเดียว เพราะหากไปกับคนอื่น คงตกเครื่องบินระนาว มิวายโดนประณามหยามเหยียดหนักกว่านี้อย่างแน่นอน ดิฉันขึ้นเครื่องบินไปแล้วพบว่าได้เพื่อนร่วมแถวนั่ง เป็นผู้ชายวัยสี่สิบชาวสวิส 2 คน ทั้งคู่มีอัธยาศัยน่ารักสมกับเชื้อชาติ และพยายามชวนคุยกัน ด้วยภาษาฝรั่งเศส ซึ่งกว่าจะผันคำกริยาตามไวยกรณ์ฝรั่งเศสถูก คุณพี่สวิสทั้งสองก็งงไปหลายตลบ แต่ก็พอสื่อสารเข้าใจกันว่า ทั้งคู่มาเที่ยวเมืองไทยทุกปี ด้วยความชอบชายทะเลไทย และชอบอัธยาศัยไมตรีคนไทย ทั้งสองคนเตือนดิฉันว่าอากาศที่เมืองซูริค ที่ดิฉันต้องแวะเปลี่ยนเครื่องนั้นหนาวมาก ซึ่งดิฉันก็ขอบคุณในความหวังดีไป แม้ว่าในความจริงดิฉันไม่มีเวลาหนาวเลยแม้แต่นิด เนื่องจากกว่าจะวิ่งจากประตูออกเครื่องการบินไทยที่บินมา ไปถึงประตูขึ้นเครื่อง Lufthansa ที่จะต่อไปโรม ให้ได้ภายใน 45 นาที นั้น ดิฉันวิ่งเกือบจะจากสุดสนามบินเลยทีเดียว ไม่นับว่า ต้องไปใจหายที่โดนพนักงานเก็บ boarding pass ของสายการบิน Lufthansa ที่หน้าช่องทักว่าทำไมไม่มีตั๋วขากลับหรือ ซึ่งปรากฏก็เป็นเพราะว่า เจ้าหน้าที่หน้าช่องตั๋วที่สุวรรณภูมิที่ออก boarding pass ล่วงหน้าให้นั้น ฉีกตั๋วให้ผิดใบ ดีแต่ว่าเจ้าหน้าที่ Lufthansa นั้น ละเอียดรอบคอบดี ไม่งั้น ขากลับดิฉันคงต้องผจญกับความตื่นเต้นอีกแน่นอน เมื่อไปถึงโรม และพบว่าสถานทูตไทยยังคงใจดีส่งคนรถมารับ แม้ว่าดิฉันจะทำ เขาเสียเวลาไปแล้วหนึ่งรอบ บรรยากาศโรมรอบนี้ดูเปลี่ยนไปจากเมื่อ 6 ปีที่แล้ว ที่ดิฉันชวนพี่นักเรียนไทยแบกเป้กันไปเที่ยวตามประสานักเรียน โรมตอนนี้ดูรถติดมากขึ้น และก็โทรมลงไปบ้างเหมือนกัน เนื่องจากบินไปพอดีกับการประชุม (ด้วยความที่ตกเครื่องไป 1 ครั้ง) พอ check in เสร็จ ดิฉันก็เปลี่ยนกระโปรงแล้วก็แต่งตัวให้อุ่นหอบเอกสารไปร่วมประชุมกับท่านอัครราชทูตที่ปรึกษาประจำสถานทูตไทยที่กรุงโรม ที่ FAO